ผู้เขียน หัวข้อ: ทับทิมเป็นสมุนไพรผลิตภัณฑ์สำหรับการบำรุงรักษา  (อ่าน 22 ครั้ง)

01adxz45

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 9
    • ดูรายละเอียด

ทับทิม
ทับทิม คือผลไม้ที่นิยมกินอย่างล้นหลาม โดยใช้ประโยชน์จากส่วนที่ได้ผลสำเร็จสดสูงที่สุดรวมทั้งยังนำไปดัดแปลงเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆยกตัวอย่างเช่น น้ำทับทิม สารสกัดจากทับทิม สินค้าด้านความสวย ทั้งยังคงใช้ทำเป็นยารักษาโรคตามสูตรยาโบราณในหลายประเทศ
ทัมทิมอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและสารพฤกษเคมีหลายประเภทที่มีสาระต่อสุขภาพร่างกาย จึงมั่นใจว่าบางทีอาจเป็นประโยชน์สำหรับเพื่อการป้องกันโรคหรือบรรเทาอาการ เป็นต้นว่า โรคปอดอุดกันเรื้อรังหรือทุเลาอาการหายใจลำบากจากโรคนี้ โรคหัวใจรวมทั้งเส้นโลหิต คอเลสเตอรอลสูง โรคในระบบทางเดินอาหาร โรคความดันโลหิตสูง โรคในโพรงปากรวมทั้งโรคเหงือก โรคริดสีดวงทวาร โรคผิวหนัง แล้วก็อื่นๆ
ในขณะนี้ยังมีงานศึกษาค้นคว้าวิจัยที่ศึกษาเล่าเรียนการใช้ทับทิมในแบบอย่างแตกต่างกันกับการดูแลและรักษาโรคที่ออกจะจำกัด ทำให้ยังไม่สามารถที่จะระบุความสามารถของทับทิมต่อการดูแลและรักษาโรคได้แจ้งชัด ซึ่งแบบอย่างการศึกษาเรื่องทับทิมกับโรคต่างๆมีดังนี้
โรคเส้นเลือดแดงแข็ง ทับทิมเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระหลายตัว ได้แก่ สารเอลลาจิแทนนิน (Ellagitannin) สารแทนนิน (Tannin) สารแอนโทไซยานิน (Anthocyanins) สารโพลิฟีนอล (Polyphenol) ที่เชื่อว่าช่วยยั้งปฏิกิริยาต้านทานอนุมูลอิสระของไขมันไม่ดี ลดการสร้างโฟมเซลล์ และลดการแข็งตัวของหลอดเลือด ก็เลยอาจช่วยลดความเสี่ยงสำหรับการกำเนิดโรคหลอดเลือดแดงแข็ง
จากการเล่าเรียนฤทธิ์การต้านทานสารอนุมูลอิสระของทับทิมในผู้ที่มีน้ำหนักเกินจำนวน 22 คน จากการรับประทานอาหารเสริมที่มีสารสกัดทับทิม วันละ 1,000 มก. (มีกรดเอ็งลลิค 610 มิลลิกรัม) และวัดผลจากค่า TBARS ในเลือด (Thiobarbituric Acid Reactive Substances: TBARS) ซึ่งเป็นค่าการตรวจวัดฤทธิ์สำหรับการต้านสารอนุมูลอิสระ เพื่อเปรียบเทียบกับผลก่อนการทดสอบ พบว่าค่าดังที่กล่าวถึงแล้วลดลง จึงคาดว่าการรับประทานทับทิมบางทีอาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและเส้นโลหิต
นอกจากนั้น ยังมีงานศึกษาค้นคว้าวิจัยอีกชิ้นให้คนไข้โรคหลอดเลือดแดงแข็งจำนวน 15 คน รับประทานอาหารเสริมจากทับทิมเป็นระยะเวลามากกว่า 1 ปีขึ้นไปและ 3 ปีขึ้นไป เปรียบเทียบกับกลุ่มที่มิได้ทานอาหารเสริม ผลปรากฏว่า กลุ่มที่กินอาหาร 3 ปีขึ้นไป หรูหราไขมันที่ลดน้อยลงราว 16% เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มอื่น ก็เลยทำให้เห็นว่าการรับประทานสารสกัดจากทัมทิมมากยิ่งกว่า 3 ปี อาจมีส่วนช่วยสำหรับเพื่อการลดความเสี่ยงของการเกิดโรคเส้นโลหิตแดงแข็ง ดังนี้ ยังคงจะต้องมีการเรียนรู้เสริมเติมในระยะยาวกับกลุ่มการทดสอบขนาดใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ยังไม่สามารถที่จะสรุปผลของทับทิมและการดูแลรักษาโรคเส้นโลหิตแดงแข็งได้อย่างเห็นได้ชัด
โรคเหงือกอักเสบ ทับทิมเป็นผลไม้อีกประเภทที่มีคุณสมบัติช่วยต้านเชื้อแบคทีเรีย ก็เลยถูกนำมาใช้เป็นตัวเลือกในการรักษาโรคเหงือก เนื่องจากว่าการดูแลรักษาหลักบางวิธีที่ยังไม่มีคุณภาพเพียงพอสำหรับเพื่อการบรรเทาอาการจากโรคมากสักเท่าไหร่แล้วก็ลดความเสี่ยงด้านของสุขภาพจากการดูแลและรักษาโรคนี้โดยใช้สารเคมี
จากการทดสอบทางคลินิกกับคนเจ็บโรคเหงือกอักเสบเรื้อรัง ปริมาณ 40 คน เพื่อดูประสิทธิภาพของเจลสารสกัดจากทับทิมเป็นระยะเวลา 224 ชั่วโมง โดยในแต่ละกรุ๊ปจะใช้แนวทางรักษาที่ต่างกัน ผลพบว่า กลุ่มที่ใช้เจลสารสกัดจากทับทิมพร้อมกันกับการรักษาโรคเหงือกอักเสบโดยกระบวนการขูดหินน้ำลาย เกลารากฟัน (Mechanical Debridement) มีลักษณะภายใน 7 วันแรก เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่เหลือในการทดลอง ซึ่งเจลสารสกัดจากทับทิมก็เลยบางทีอาจนำไปดัดแปลงเป็นผลิตภัณฑ์ดูแลโพรงปากสำหรับผู้เจ็บป่วยโรคเหงือกอักเสบพร้อมกันกับการดูแลและรักษาด้วยแนวทางรักษาที่เป็นมาตรฐานในอนาคต
สอดคล้องกับการทดลองอีกชิ้นที่เรียนรู้ความสามารถของน้ำยาบ้วนปากที่มีสารสกัดจากทับทิมเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ใช้ยาหลอกรูปแบบเจลสำหรับในการรักษาผู้ที่เป็นโรคเหงือกอักเสบปริมาณ 32 คน พบว่าการใช้น้ำยาบ้วนปากที่มีสารสกัดจากทับทิม วันละ 3 ครั้ง เป็นเวลา 4 สัปดาห์ มีสุขภาพโพรงปากดีขึ้นและก็ปัญหาโรคเหงือกอักเสบน้อยลงมากยิ่งกว่ากรุ๊ปที่ใช้ยาหลอก การศึกษาเรียนรู้ในครั้งนี้ทำให้เห็นว่าสารสกัดจากทับทิมบางทีอาจเอาไปใช้เป็นส่วนผสมในสินค้าเพื่อการบำรุงช่องปาก ได้แก่ ยาสีฟัน น้ำยาบ้วนปาก เพื่อช่วยคุ้มครองป้องกันและก็ทุเลาลักษณะโรคเหงือกอักเสบ
คุ้มครองป้องกันการเกิดรอยเปื้อนจุลชีวัน สารสกัดจาก[url=http://www.disthai.com/16488281/%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%A1]ทับทิม[/url]มีประสิทธิภาพในการลดคราบจุลชีวันตามผิวฟัน และก็อาจก่อให้เกิดโรคทางโพรงปากอีกหลายแบบ ซึ่งจากการทดลองให้อาสาสมัครที่มีสุขอนามัยในโพรงปากดี จำนวน 30 คน หยุดใช้น้ำยาบ้วนปากที่เคยใช้ธรรมดา แต่สลับมาใช้น้ำยาบ้วนปากที่มีสารสกัดจากทับทิม น้ำยาบ้วนปากคลอเฮกซิดีน (Chlorhexidine) และยาหลอกในแต่ละกลุ่ม โดยใช้บ้วนปาก วันละ 2 ครั้ง ตรงเวลา 5 วัน ผลพบว่าอาสาสมัครที่ใช้น้ำยาบ้วนปากที่มีสารสกัดจากทับทิมมีอัตราการเกิดคราบจุลชีวันลดลงอย่างเป็นจริงเป็นจังมากยิ่งกว่ายาหลอก แม้กระนั้นมีคุณภาพไม่ได้มีความแตกต่างจากน้ำยาบ้วนปากคลอเฮกซิดีน จึงเพียงพอจะบอกได้ว่าสารสกัดจากทับทิมบางทีอาจลดโอกาสสำหรับเพื่อการกำเนิดคราบจุลชีวันข้างในช่องปาก
เวลาเดียวกัน การศึกษาอีกชิ้นก็ชี้ว่าสารสกัดทับทิมคงจะมีส่วนช่วยสำหรับเพื่อการลดการเกิดรอยเปื้อนจุลอินทรีย์ ซึ่งในการทดลองได้เก็บคราบเปื้อนจุลชีพจากโพรงปากของอาสาสมัครที่มีสุขภาพแข็งแรงและกำลังจัดฟัน อายุ 9-25 ปี จำนวน 60 คน ข้างหลังงดเว้นแปรงฟันเป็นระยะเวลา 24 ชั่วโมง เพื่อเปรียบผลก่อนรวมทั้งข้างหลังการใช้น้ำยาบ้วนปากชนิดต่างกันในแต่ละกลุ่ม ยกตัวอย่างเช่น น้ำยาบ้วนปากจากสารสกัดทับทิม น้ำยาบ้วนปากคลอเฮกสิดีน และยาหลอก ปรากฏพบว่า น้ำยาบ้วนปากจากสารสกัดทับทิมมีคุณภาพในการลดคราบเปื้อนจุลินทรีย์ลงมากที่สุดราวๆ 84% รองลงมาเป็นน้ำยาบ้วนปากคลอเฮกซิดีน 79% รวมทั้งยาหลอกที่ลดน้อยลงเพียงแต่ 11% ก็เลยอาจกล่าวได้ว่าสารสกัดจากทับทิมมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียแล้วก็เป็นตัวเลือกสำหรับการใช้กำจัดคราบจุลินทรีย์บนผิวฟัน ดังนี้ จากข้อมูลข้างต้นยังคงต้องมีการตำหนิดตามผลในระยะยาวจากการใช้สารสกัดทับทิมอย่างสม่ำเสมอ เหตุเพราะระยะเวลาในการทดสอบค่อนข้างจะสั้น
ภาวการณ์คอเลสเตอรอลสูง ทับทิมมีคุณประโยชน์ที่กล่าวกันว่าสามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลได้เป็นอย่างดี จากการศึกษาเล่าเรียนผลของการดื่มน้ำทับทิมเข้มข้น 40 กรัม ในผู้ป่วยเบาหวานจำพวกที่ 2 และก็มีภาวการณ์ไขมันในเลือดสูงปริมาณ 22 คน เป็นระยะเวลา 8 อาทิตย์โดยระหว่างการทดลองจะมีการเก็บข้อมูลอาหารที่กินอาหารข้างใน 24 ชั่วโมง ทุกๆ10 วัน (รวมทั้งอาหารที่มีสารฟลาโวนอยด์) หลังจบสัปดาห์ที่ 8 พบว่าผู้เจ็บป่วยมีระดับไขมันรวม ไขมันชนิดไม่ดี อัตราส่วนของไขมันไม่ดีกับไขมันดี และก็อัตราส่วนของไขมันรวมกับไขมันดีที่มีสะสมอยู่ในเลือดต่ำลง แต่ไม่พบความเคลื่อนไหวของระดับไตรกลีเซอไรด์แล้วก็ระดับความเข้มข้นของไขมันดี ซึ่งทำให้เห็นว่าน้ำทับทิมอาจมีส่วนช่วยลดการเสี่ยงของโรคหัวใจโดยลดระดับไขมันในคนไข้เบาหวานลง แต่ยังบอกมิได้ชัดแจ้ง เหตุเพราะของกินประเภทอื่นที่กินอาจมีส่วนช่วยสำหรับการลดไขมันในเลือดได้เช่นเดียวกัน และกรุ๊ปการทดลองมีขนาดเล็ก จะต้องขยายผลการเรียนรู้ในกลุ่มที่ใหญ่ขึ้นเสริมเติม นอกเหนือจากนั้น การดูแลรักษาภาวการณ์คอเลสเตอรอลสูงจะต้องมีการควบคุมอาหารและก็การออกกำลังกายไปพร้อม ซึ่งอาจมีคุณประโยชน์ต่อการลดระดับไขมันในเลือดมากขึ้น
โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ทับทิมอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระหลายแบบ โดยเฉพาะสารโพลีฟีนอลที่พบได้ทั่วไปในทับทิม จากรายงานผลที่พบในห้องแลประบุว่าสารเหล่านี้มีส่วนสำคัญสำหรับในการทุเลาอาการของโรคปอดอุดกันเรื้อรังรวมทั้งอาจชะลอไม่ให้โรคปรับปรุงอย่างรวดเร็ว ก็เลยมีการเล่าเรียนความสามารถของสารโพลีฟีนอลในคนเพิ่มอีก โดยให้คนเจ็บโรคปอดอุดกันเรื้อรัง จำนวน 30 คน แบ่งเป็นกลุ่มที่กินน้ำทับทิม 400 มิลลิลิตร (มีสารโพลิฟีนอล 2.66 กรัม) เปรียบเทียบกับอีกกลุ่มที่กินยาหลอกติดต่อกันวันแล้ววันเล่าเป็นระยะ 5 สัปดาห์ ผลปรากฏว่า ไม่พบสารโพลิฟีนอลในเลือดรวมทั้งฉี่ของคนเจ็บ ทั้งยังไม่เจอความต่างอย่างเป็นจริงเป็นจังระหว่าง 2 กลุ่ม ก็เลยคาดว่าทับทิมไม่น่ามีส่วนช่วยสำหรับในการรักษาหรือทุเลาโรคปอดอุดกันเรื้อรัง
โดยธรรมดาสารอาหารที่เข้าสู่ร่างกายจะถูกเผาผลาญผ่านกระบวนเมตาบอลิซึมและตรวจเจอได้ในเลือดหรือฉี่ แม้กระนั้นผลการศึกษาเรียนรู้กลับไม่เจอสารโพลีฟีนอลจากการรับประทาน ซึ่งบางทีอาจมีเหตุมาจากการสลายตัวสารพวกนี้โดยจุลอินทรีย์ในระบบที่ทำหน้าที่ย่อยอาหาร จำเป็นต้องทำความเข้าใจกระบวนการซึมซับสารอาหารที่แตกต่างก่อนที่จะอ้างถึงประโยชน์ด้านของสุขภาพจากการกิน ด้วยเหตุว่าสารอาหารที่พบในอาหารที่กินบางทีอาจมิได้ถูกเอาไปใช้คุณประโยชน์ภายในร่างกายมนุษย์เราทั้งปวง
โรคและอาการอื่นๆดังเช่น โรคเส้นโลหิตหัวใจ การหย่อนความสามารถทางเพศ เจ็บกล้ามข้างหลังการออกกำลังกาย กรุ๊ปอาการอ้วนลงพุง โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก เยื่อบุช่องปากอักเสบ ผิวไหม้จากแสงอาทิตย์ การต่อว่าดเชื้อทริวัวโมแนส (Trichomoniasis) ท้องเดิน โรคบิด เจ็บคอ โรคริดสีดวงทวาร อาการวัยทอง แล้วก็อื่นๆยังจำต้องทำการศึกษาเรียนรู้ศึกษาค้นคว้าเพิ่มอีกเพื่อหาหลักฐานเกี่ยวกับคุณภาพและก็ความปลอดภัยของทับทิมสำหรับเพื่อการรักษาโรค

ข้อมูลทางโภชนศาสตร์ของผลทับทิม 100 กรัม (โดยประมาณ)
น้ำ 77.93 กรัม
พลังงาน 83 กิโลแคลอรี่
โปรตีน 1.67 กรัม
ไขมัน 1.17 กรัม
คาร์โบไฮเดรต 18.70 กรัม
เส้นใย 4.0 กรัม
น้ำตาล 13.67 กรัม
แคลเซียม 10 มิลลิกรัม
เหล็ก 0.30 มก.
แมงกานีส 12 มก.
ธาตุฟอสฟอรัส 36 มก.
โพแทสเซียม 236 มก.
โซเดียม 3 มก.
สังกะสี 0.35 มิลลิกรัม
วิตามินซี 10.2 มก.
วิตามินบี 1 0.067 มก.
วิตามินบี 2 0.053 มก.
วิตามินบี 3 0.293 มก.
วิตามินบี 6 0.075 มิลลิกรัม
โฟเลต 38 ไมโครกรัม
วิตามินอี 0.60 มิลลิกรัม
วิตามินเค 16.4 ไมโครกรัม
ความปลอดภัยสำหรับการรับประทานทับทิมหรือผลิตภัณฑ์จากทับทิม
โดยธรรมดาการกินน้ำทับทิมค่อนข้างจะมีความปลอดภัย แต่ว่าในบางรายที่มีอาการแพ้ผลสดของทับทิมบางทีอาจเป็นผลข้างเคียงจากการดื่มน้ำทับทิมได้
รากทับทิมประกอบด้วยสารที่เป็นพิษต่อร่างกาย การรับประทานรากและลำต้นของทับทิมในจำนวนมากบางทีอาจไม่ปลอดภัย
สารสกัดจากทับทิมค่อนข้างไม่มีอันตรายสำหรับเพื่อการรับประทานหรือประยุกต์ใช้กับผิวหนัง แม้กระนั้นอาจจะก่อให้กำเนิดอาการแพ้บางส่วนในบางราย ยกตัวอย่างเช่น อาการคัน บวม น้ำมูกไหล หรือหายใจติดขัด
การกินน้ำทับทิมค่อนข้างมีความปลอดภัยสำหรับหญิงมีท้องหรืออยู่ในตอนให้นมบุตร แม้กระนั้นยังไม่มีรายงานยืนยันความปลอดภัยสำหรับในการกินหรือใช้ทับทิมในรูปแบบอื่น อาทิเช่น สารสกัดจากทับทิม จำเป็นที่จะต้องหารือหมอก่อนที่จะมีการกินทุกครั้ง
น้ำทับทิมอาจจะส่งผลให้ความดันโลหิตลดลดลงเล็กน้อย ซึ่งอาจก่อให้ผู้เจ็บป่วยที่มีภาวะความดันต่ำอาการแย่ลง
ผู้ที่มีลักษณะอาการแพ้จากพิษพืชอาจมีการเสี่ยงที่จะกำเนิดอาการแพ้จากการกินทับทิม
ผู้เจ็บป่วยที่จะต้องเข้ารับการผ่าตัดควรหยุดกินทับทิมอย่างน้อย 2 สัปดาห์ เพราะเหตุว่าทับทิมทำให้ความดันโลหิตต่ำลง ก็เลยอาจกระทบต่อความดันเลือดในขณะผ่าตัดหรือส่งผลต่อเนื่องไปยังหลังการผ่าตัด
การกินทับทิมพร้อมกันกับยาบางจำพวกอาจก่อให้เกิดปฏิกิริยาระหว่างยา อย่างเช่น ยาที่เกี่ยวกับการทำงานของตับโดยเอนไซม์ตับ Cytochrome ประเภท P450 2D6 หรือจำพวก P450 3A4 ยาลดความดันโลหิตหรือเอซีอี อินฮิบิเตอร์ ยารักษาโรคความดันเลือดสูง ยาโรสุวาสแตว่ากล่าวน ผู้ที่กินยาบ่อยๆหรือมีโรคประจำตัวควรหารือแพทย์ก่อนการกินเพื่อให้มีความปลอดภัย

Tags : สมุนไพรทับทิม